พี่-น้อง KWS@MSU

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผิวสวยด้วยผลไม้ 9 อย่าง

ผิวสวยด้วยผลไม้ 9 อย่าง


1 ส้ม
ส้มซึ่งมีหลายชนิดและเลือกรับประทานได้ ผลที่มีรสเปรี้ยวหรือหวาน มักจะมีแคลเซียม โปแทสเซียม ไวตามินเอ และไวตามินซี มากเป็นพิเศษซึ่งทำให้ส้มนั้น อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนไวตลอดเวลา



2 มะนาว
นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย ซึ่งมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย



3 ฝรั่ง
ฝรั่ง ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยซึ่งคอยบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือคอลลาเจนตัวเดียวกับที่ทำให้หน้าสาวๆอย่างเราเต่งตึงนี่แหละค่ะ นอกจากนี้น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง มีฤทธิ์แก้คออักเสบ เสียงแห้งด้วยค่ะ



4 กล้วย
กล้วยทุกชนิดนั้นดีต่อสุขภาพแต่แนะนำให้ทานกล้วยไข่ค่ะ ซึ่งกล้วยไข่นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระหรือเบต้าแคโรทีนมากกว่ากล้วยอื่นๆเป็นพิเศษค่ะ ซึ่งช่วยทำให้ผิวนั้นไม่เหี่ยวย่นไปตามวัยค่ะ

5 กีวี
กีวีซึ่งมีวิตามินอีมากสุดจากการวิจัยค่ะ และประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจนอีกด้วยค่ะ


6 แครอต
แครอตนั้นอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูงที่สุดในบรรดาผักสีส้มด้วยกันค่ะ และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนสภาพเป็นวิตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสายตา ทำให้มองเห็นในที่มืดและรักษาโรคตาฟางได้อีกดวยค่ะ และนอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากควันบุหรี่และแสงแดดที่แรงจัดได้ค่ะ



7 อะโวคาโด
อะโวคาโด้นั้นเมื่อทานเข้าไปจะทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยค่ะ เพราะวิตามินบีในอะโวคาโด จะทำให้ร่างกายเกิดความต้านทานในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการปกป้องผิวหน้าจากมลพิษได้ด้วยค่ะ และการกินอะโวคาโดวันละผลจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอีที่ร่างกายต้องการเพียงพอในแต่ละวันค่ะ



8 มะเขือเทศ
มะเขือเทศมีเบต้าแคโรทีนมากค่ะและสามารถรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรือนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่มได้ค่ัะ มะเขือเทศนั้นมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูงค่ะ เพราะมะเขือเทศมีวิตามินพี ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดัน และมะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้ค่ะ เท่านั้นยังไม่พอค่ะ ยังมีอีกหนึ่งอย่างคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิดและช่วยการช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย


9 ทุเรียน
คงแปลกใจใช่ไหมหล่ะคะทำไมถึงมีทุเรียนติดมาด้วย ซึ่งทุเรียนนั้นถึงแม้อาจจะอ้วนแต่ว่าเนื้อทุเรียนนั้นมีความร้อน ทำให้แก้โรคผิวหนังหรือทำให้ฝี-หนอง แห้งและเนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิอีกด้วยค่ะ ส่วนเปลือกหนามทุเรียนนั้นนำมาสับแล้วแช่ในน้ำปูนใสสามารถใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง หรือนำมาเผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวมพองจากคางทูมได้ค่ะ และยังสามารถเผาเอาควันไล่ยุงและแมลงได้อีกด้วยค่ะ ส่วนใบของทุเรียนนั้นสามารถใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิด้วยค่ะ สุดท้ายรากจากต้นทุเรียนนำไปตัดเป็นข้อ ๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วงได้ด้วยค่ะ สารพัดประโยชน์จริงเลยค่ะ(แต่บริโภคแต่พอดีนะคะ) ไว้เจอกันอีกคราวหน้านะคะ






การทำน้ำจิ้มสุกี้

น้ำจิ้มสุกี้รสเด็ด

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์ ผักผลไม้ พิชิตคาวมชรา

ผักผลไม้ 7 ชนิดช่วยพิชิตความชรา


1. ลูกพรุน    เป็นแหล่งรวมของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ ในพรุนแห้ง 1 ขีด มีธาตุเหล็กถึง 2.78 มิลลิกรัมและวิตามินซีที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆเข้าสูร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีเลือดฝาด แถมยังเป็นยาระบายอีกด้วย





2. ถั่ว
    เชื่อหรือไม่ว่าใครที่อยากมีหุ่นสวยเพรียวโดยไม่มีไขมันสะสม ถั่วนี่แหละช่วยคุณได้เพราะถั่วอุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี โดยเฉพาะเส้นใยไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ช่วยเคลือบกระเพาะ ทำให้อิ่มเร็วและนาน ความอยากอาหารก็จะลดลง ดังนั้น ถั่วจึงเหมาะกับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง


3. บรอคโคลี่
    ผักดอกที่มีสีเขียวเข้มจัด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาวๆทั้งหลาย เนื่องจากเป็นแหล่งชีลีเนียมธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนไว นุ่มนวล


4. กล้วยไข่
    
มีสารเบต้าแคโรทีน หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระอยู่จำนวนมาก โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อคนเราอายุพ้น 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายในส่วนต่างๆก็จะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ เซลล์ในร่างกายจะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น และความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น กลยุทะที่ดีในการต่อสู้กับความชราทั้งหลาย คือ ต้องรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระให้มากขึ้น และกล้วยไข่คือคำตอบที่ช่วยคุณได้ เพราะกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีน สูงถึง 492 มิลลิกรัม


5. ฝรั่ง    ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระชะงักนัก เพราะมีวิตามินสูง ในฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีมากถึง 180 มิลลิกรัม และวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง คอลาเจน ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ไร้ริ้วรอยไม่แก่ก่อนวัย

6. แอปเปิ้ล
    สารเพกตินในแอปเปิ้ล เป็นเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมีหุ่นสวย เพรียวบาง เพราะสารเพกตินมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และช่วยลดคลอเลสเตอรอล หากมื้อไหนคุณรู้สึกหิวจนตาลายแต่ยังไมถึงเวลามื้ออาหาร ลองหยิบแอปเปิ้ลมาสักลูกจะช่วยลดความหิวได้ เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75% ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้เร็วและนำไปใช้ประโยชน์ประโยชน์ได้เลย ดังนั้น ในเวลาไม่เกิน 10 นาที หลังจากคุณทานแอปเปิ้ลเข้าไป ความอยากอาหารจะลดลง ทำให้ไม่รู้สึกหงุดหงิดและอ่อนเพลีย


7. ส้ม 
    เป็นแหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ที่สำคัญ ส้มยังเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก แต่มีข้อแม้ว่าต้องรับประทานโดยไม่คายกาก ซึ่งช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกทางหนึ่งด้วย




วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การทำสุ้กี้แห้ง >>อร่อยๆๆ

Food for health guied healthy menu


ตัวอย่างตำรับอาหารหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมลูก
คุณแม่หลายท่านที่คลอดเจ้าตัวน้อยออกมาแล้ว คงจะเลือกมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อยเป็นอาหาร นั่นก็คือ "นมแม่" ซึ่งมีทั้งสารอาหาร และคุณค่ามากมายทั้งทางสติปัญญาและการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อย

ทว่าการเลือกสิ่งดีๆให้เจ้าตัวน้อยเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอ ซึ่งคุณแม่เองก็ต้องบำรุงร่างกายด้วย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นไม่เพียงจะกระตุ้นการมีน้ำนมจากการดูดของเจ้าตัวน้อยเพียงอย่างเดียว หากแต่คุณแม่เองก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่มีภาวะเครียด รวมถึงการรับประทานอาหารที่ดีบำรุงร่างกายให้มีน้ำนมมากพอสำหรับเจ้าตัวน้อย
>>1.แกงจืดมะระสอดไส้



เครื่องปรุง
มะระลูกยาว2 ลูก
เนื้อหมูสับ1 ถ้วย
รากผักชีโขลกละเอียด1 ต้น
กระเทียมโขลกละเอียด5 กลีบ
ซีอิ๊วขาว3 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น1/4 ช้อนชา
น้ำซุป6 ถ้วย

วิธีทำ1.ล้างมะระหั่นเป็นท่อนยาว 2 นอ้ว ขูดเมล็ดและไส้ออก
2.ผสมหมูกับเครื่องที่โขลกเข้าด้วยกัน ใส่ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ตักใส่ลงในมะระ เรียงลงจานนึ่งให้หมูสุก
3.ใส่น้ำซุปลงในหมอตั้งไฟพอเดือด ใส่ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ ใส่มะระสอดไส้ที่นึ่งสุก ตักใส่ถ้วยเท่าๆกัน โรยด้วยกระเทียมเจียว พริกไทยป่น

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 1 คน
พลังงาน              60    กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต       3    กรัม
โปรตีน                7    กรัม
ไขมัน                 3    กรัม

ประโยชน์ทางอาหาร
มะระ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
รากผักชี  ขับเหงื่อ   ขับลม  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ 

กระเทียม
  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  ปวดท้อง  ขับลม ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด
พริกไทย  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  ปวดท้อง



>>2.ยำถั่วพู



เครื่องปรุง
ถั่วพู2 ถ้วย
เนื้อหมูนึ่งแล้วหั่นเล็กๆ1/4 ถ้วย
มะพร้าวคั่ว1/2 ถ้วย
หอมแดงเจียว2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่ว โขลกหยาบๆ2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล1 1/4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว2 ช้อนโต๊ะ
เครื่องปรุงน้ำพริกเผา
พริกแห้งคั่ว โขลกละเอียด1 เม็ดเล็ก
หอมแดงเผา โขลกละเอียด1 หัวเล็ก
กระเทียมเผา โขลกละเอียด1 หัวเล็ก

วิธีทำ
1.ผสมน้ำปลา น้ำตาล พริกแห้งคั่ว หอมแดงเผา กระเทียมเข้าด้วยกันเป็นน้ำยำ ตั้งไฟพอข้น ใส่น้ำมะนาวคนพอเหนียว
2.ลวกถั่วพูในน้ำเดือดพอสุก ตักขึ้นใส่ในน้ำเย็น ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำหั่นบางๆ
3.ผสมถั่วพู หมู กับน้ำยำเคล้าเบาๆ ใส่มะพร้าวคั่วคนพอทั่ว
4.ตักแบ่งใส่จาน 4 จาน โรยด้วยหอมเจียว ถั่วลิสงคั่วโขลก
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 1 คนพลังงาน              180    กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต       17   กรัม
โปรตีน                9    กรัม
ไขมัน                 9    กรัม

ประโยชน์ทางอาหาร
ถั่วพู มีใยอาหารช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ช่วยย่อยอาหารป้องกันอุจจาระแข็ง
หอมแดง มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยขับลม
ถั่วลิสง ลดความดันโลหิต ลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด
น้ำมะนาว มีกรดซิตริกและวิตามิน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อย 

กระเทียม
 แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ
พริกแห้ง  ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ปวดท้อง ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด
 

สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์


กรดไขมันโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งพบมากในปลาทะเลน้ำลึกเช่น ปลาแซลมอน
ปลาทูน่า ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน และสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง นอกจากนี้ยังพบในปลาน้ำจืดบาง
ชนิดเช่นปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก และในธัญพืช ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง 

การได้รับกรดไขมันโอเมก้า3 ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาท
และสมองของทารก เนื่องจากในกรดไขมันโอเมก้า3 มีกรดไขมันที่ชื่อDocosahexaenoic Acid
หรือ DHA เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะด้านความจำและการ
เรียนรู้ นอกจากนั้นจากการศึกษายังพบอีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นด้วย


กรดโฟลิค 
  
กรดโฟลิคช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ที่เรียกว่า Spina Bifida ช่วงเวลาที่เหมาะจะรับประทานคือช่วง 2-3 เดือนก่อนคลอด และระหว่างระยะที่ 1 ของการตั้งครรภ์ (12 สัปดาห์แรก) ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นมากที่คุณแม่จะต้องรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และครบห้าหมู่ พร้อมทั้งรับประทานกรดโฟลิค พร้อมทั้งคุณแม่สามารถเลือกอาหารที่มีกรดโฟลิคสูงมารับประทาน เช่น ผักที่มีสีเขียวอย่างบล็อคโคลี่ กระหล่ำปลี ฝักถั่วและเมล็ดถั่ว และผลไม้ เช่น ส้ม


ธาตุเหล็กและวิตามินซี 
  
ธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสารอาหารหลักที่คุณแม่ต้องการตลอดเวลาในช่วงการตั้งครรภ์ เพราะเป็นสารสำคัญในการช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนไปกับเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกน้อยในครรภ์ใช้ในการพัฒนาสมอง 
  
หากขาดธาตุเหล็ก ลูกในครรภ์อาจจะไม่เป็นอะไร แต่ตัวคุณแม่เองจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจางซึ่งจะทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย และไม่สบายตัว สูติแพทย์ของคุณแม่อาจแนะนำให้ทานธาตุเหล็กเป็นอาหารเสริม หรือไม่คุณแม่ก็ต้องแน่ใจว่าได้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างเพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลไม้แห้ง ซีเรียลธัญพืชและขนมปังธัญพืช และผักใบเขียว 
ธาตุเหล็กจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี หากคุณแม่รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงไปพร้อมกัน ดังนั้น ให้ดื่มน้ำผลไม้ไปพร้อมกับการทานซีเรียล หรือทานผลไม้สดขณะที่กำลังเริ่มทานอาหารมื้อหลักเพื่อช่วยในการดูดซึมให้ดีขึ้น

 วิตามินเสริมก่อนคลอด

คุณแม่สามารถเลือกทานวิตามินรวมที่ผลิตสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงใกล้คลอดโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารที่ครบทั้งห้าหมู่เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยได้รวมเอากรดโฟลิค และธาตุเหล็กไว้แล้วด้วย 
แต่ต้องดูให้แน่ใจด้วยว่า คุณแม่ได้เลือกเอาวิตามินรวมที่ทำขึ้นสำหรับคนใกล้คลอดหรือคนท้องเท่านั้น ไม่ใช่วิตามินรวมธรรมดาทั่วไป ซึ่งจะมีวิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่ในปริมาณสูง   
  
 วิตามินเอ

อาหาร อย่างเช่น ตับบดและไส้กรอกตับ เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ดี แต่ก็มีวิตามินเออยู่ในปริมาณสูง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์หากรับประทานมากเกินไป คุณแม่ควรทราบไว้อีกด้วยว่า วิตามินเสริมบางตัวก็มีวิตามินเอในปริมาณสูง ดังนั้น ต้องเลือกทานอาหารเสริมที่ปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์เท่านั้น  สูติแพทย์สามารถช่วยแนะนำได้ในส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม มีอีกรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอซึ่งดีต่อหญิงตั้งครรภ์ นั่นก็คือแคโรทีน ซึ่งมีมากในพริกหยวกสีแดง เหลืองและส้ม ผลไม้เช่น มะม่วง แครอท มันฝรั่งหวาน แอพพริคอท มะเขือเทศ และผักวอเทอร์เครส 

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

น่าสนนะ>>>ต้มยำไข่น้ำ

วิธีทำบะหมี่ไข่และแผ่นเกี๊ยวไข่

การทำยำผักบุ้งกรอบ

น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร >>>>เพื่อสุขภาพ

น้ำผลไม้..น้ำสมุนไพร เพื่อสุขภาพ


น้ำแตงโม
ส่วนผสม
เนื้อแตงโม 50 กรัม ( 5 ช้อนคาว) 
น้ำเชื่อม 15 กรัม ( 1 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม (1/5ช้อนชา) 
น้ำเปล่าต้มสุก 150 กรัม (10 ช้อนคาว) 
วิธีทำ
นำเนื้อแตงโม น้ำ น้ำเชื่อม เกลือ ใส่ในเครื่องปั่น นำไปปั้นให้ละเอียด ชิมรสตามชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และวิตามินซี ช่วย ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
คุณค่าทางยาช่วยขับปัสสาวะ ปากเป็นแผล แก้ร้อนใน แก้ กระหายน้ำ



น้ำเชอรี่

ส่วนผสม
เชอรี่ 100 กรัม (7 ช้อนคาว) 
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
น้ำเปล่าต้มสุก 200 กรัม (14 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม(1/5 ช้อนชา) 
วิธีทำ
เลือกเชอรี่เด็ดก้านล้างให้สะอาด นำไปใส่เครื่องปั่นใส่น้ำต้มครึ่งหนึ่ง ปั่นให้ละเอียดนำไปกรองเอาแต่น้ำ นำน้ำเปล่าต้มสุกส่วนที่เหลือใส่ลง ไปคั้นกับกากเชอรี่ให้แห้งมากที่สุดนำน้ำเชอรี่ที่คั้นได้ใส่น้ำเชื่อมเติมเกลือ ชิมรสตามชอบ 

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยป้องกันโรคเลือดออก ตามไรฟัน 
คุณค่าทางยาช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง 



น้ำฝรั่ง

ส่วนผสม

ฝรั่งแก่จัด (หันชินเล็ก ๆ) 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
น้ำต้มสุก 200 กรัม (14 ช้อนคาว) 
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเล็กน้อย 2 กรัม (2/5 ช้อนชา) 

วิธีทำ

เลือกฝรั่งที่แก่จัด ล้างน้ำสะอาด ฝานเฉพาะเนื้อชิ้นเล็ก ๆ นำใส่เครื่องปั่น เติมน้ำสุก ปั่นจนละเอียด แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง เติมน้ำเชื่อมและเกลือป่นเล็กน้อย ชิมรสตามใจชอบ 

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และมีสารเบต้า-คาโรทีน ช่วยลดสารพิษในร่างกาย ทั้งยังป้องกันไม่ให้ไขมันจับที่ผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดแข็งตัว 

คุณค่าทางยาช่วยลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วย เส้นเลือดอุดตัน 



น้ำมะขาม



ส่วนผสม

เนื้อมะขามสด หรือเปียก 20 กรัม (2 ฝักใหญ่) 
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม (2/5ช้อนชา) 
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาว) 

วิธีทำ

นำมะขามสดไปลวกในน้ำต้มเดือด ตักขึ้นแกะเอาแต่เนื้อมะขาม นำไป ต้มกับน้ำตามส่วนผสม
ให้เดือด เติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามชอบ แต่ถ้าใช้มะขามเปียก ควรแช่น้ำไว้สัก 1/2 ชั่วโมง เพื่อให้มะขามเปียก เปื่อยยุ่ยออกมารวมกับน้ำ ก่อนนำไปต้มจนเดือด แล้วปรุงด้วยน้ำเชื่อม และเกลือ 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และมีแคลเซียมช่วย บำรงกระดูก รวมทั้งแก้กระหายน้ำ 

คุณค่าทางยาช่วยขับเสมหะ แก้ไอ เป็นยาระบายท้อง ช่วยการ ขับถ่ายได้ดี ลดอาการโลหิตจาง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน


น้ำมะเฟือง




ส่วนผสม

มะเฟืองหั่น 40 กรัม (1 ผลเล็ก) 
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม (1/5 ช้อนชา) 
น้ำต้มสุก 200 กรัม (14 ช้อนคาว)

วิธีทำ
ล้างมะเฟืองที่แก่จัดให้สะอาด หั่น แกะเมล็ดออกแล้วนำใส่เครื่องปั่น เติม น้ำสุกปั่นละเอียดแล้วเติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมดูรสตามใจชอบ ถ้าต้องการเก็บ ไว้ดื่ม ให้ตั้งไฟให้เดือด 3-5 นาที กรอกใส่ขวด นึ่ง 20-30 นาที เย็นแล้วเข้า ตู้เย็น จะได้น้ำมะเฟืองสีเหลืองอ่อนๆ ดื่มแล้วชื่นใจ 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร น้ำมะเฟืองมีสีเหลืองอ่อนๆ มีกลิ่นหอม ประกอบ ด้วยคุณค่าของวิตามินเอ วิตามินซี ฟอสฟอรัส และแคลเซียมเล็กน้อย 
คุณค่าทางยาเป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโรคโลหิตจาง ขับปัสสาวะ รวมทั้งป้องกันเลือดออกตามไรฟัน


น้ำมะม่วง
ส่วนผสม

เนื้อมะม่วงดิบ 100 กรัม (ครึ่งผลเล็ก) 
น้ำต้มสุก 200 กรัม (14 ช้อนคาว) 
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
เกลือป่น 1 กรัม (1/5 ช้อนชา) 

วิธีทำ

เตรียมวิธีที่ 1 ใช้มะม่วงดิบ เช่น มะม่วงแก้วหรือมะม่วงแรด เป็นมะม่วง ที่มีรสเปรี้ยวไม่มากนัก จะได้น้ำมะม่วงที่มีรสกลมกล่อม ปอกเปลือกมะม่วงออก ล้างน้ำ สับให้เป็นเส้นๆ เล็กๆ คั้นกับน้ำสุก กรองด้วยผ้าขาวบาง เอากากออก เติม น้ำเชื่อม เกลือป่น ชิมดูตามใจชอบ ใส่น้ำแข็งดื่มจะได้น้ำมะม่วงใส สีขาวนวล มีรส หวานอมเปรี้ยว 
เตรียมวิธีที่ 2 ใช้มะม่วงดิบ เหมือนกับวิธีที่ 1 คือสับเนื้อมะม่วงให้เป็น เส้นๆ ปั่นให้ละเอียด เติมน้ำสุก น้ำเชื่อม และเกลือป่นตามต้องการ ชิมดูรสตาม ใจชอบ น้ำมะม่วงที่เตรียมวิธีนี้จะขุ่นขาว เพราะมีเนื้อมะม่วงป่นอยู่ 
เตรียมวิธีที่3 ใช้มะม่วงสุก ล้างมะม่วงให้สะอาด ปอกเปลือก ฝานเนื้อเข้า เครื่องปั่น เดิมน้ำสุก เติมเกลือเล็กน้อย ชิมดูตามต้องการ ถ้าต้องการหวานให้เติม น้ำเชื่อมลงไป 
น้ำมะม่วงควรเตรียมและดื่มให้หมดใน 1 วัน 

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอและวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงสายตา ป้องกัน โรคเลือดออกตามไรฟันและยังมีฟอสฟอรัส แคลเซียม และเหล็กเล็กน้อย 
คุณค่าทางยาเป็นยาระบายอ่อน ๆ 


น้ำสับปะรด



ส่วนผสม

น้ำสับปะรด 240 กรัม (1/4 ผลใหญ่) 
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม (2/5 ช้อนชา) 
วิธีทำ
นำสับปะรดล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วล้างอีกครั้ง คั้นเอาแต่น้ำ เติมน้ำเชื่อม เกลือ ชิมรสตามชอบ 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีแคลเซียม และฟอสฟอรัสมากช่วยบำรุงกระดูก และฟันรองลงมามีวิตามินซีช่วยป้องกันโรคเลือด ออกตามไรฟัน 
คุณค่าทางยาช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นท้อง ลดอาการ อักเสบ บวม ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ช่วยขับ เสมหะ


น้ำส้มคั้น

ส่วนผสม

ส้มเขียวหวาน 220 กรัม (3 ผลขนาดกลาง) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม (1/5 ช้อนชา) 

วิธีทำ

นำส้มมาล้างเปลือกให้สะอาดใช้มีดผ่าขวางลูก คั้นเอาแต่น้ำ เติมเกลือ ตักเอาเมล็ดออก ชิมรสตามชอบ 
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอมาก ช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ช่วยบำรุง กระดูก และ ฟัน 
คุณค่าทางยาป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคเลือดออกตาม ไรฟัน 


น้ำกระเจี๊ยบแดง

ส่วนผสม

ดอกกระเจี๊ยบสด/แห้ง 20 กรัม (5 ดอก) 
น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว) 
น้ำเปล่า 200 กรัม (14 ช้อนคาว) 
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม (2/5 ช้อนคาว)

วิธีทำ
1 เอาดอกกระเจี๊ยบสดหรือแห้งก็ได้ ล้างน้ำทำความสะอาดนำใส่หม้อ ต้มจนเดือด แล้วลดไฟลงอ่อน ๆ เคี่ยวเรื่อย ๆ จนน้ำเป็นสีแดง จนเข้มข้น 
2. เอาดอกกระเจี๊ยบขึ้นจากหม้อต้ม แล้วเอาน้ำเชื่อมและเกลือใส่ลงไป ปล่อยให้น้ำกระเจี๊ยบเดือด 1 นาที ก็ยกลง ชิมรสตามใจชอบ 
3. เอาขวดแม่โขงมาล้างทำความสะอาด ต้มในน้ำเดือด 20 นาที นำ น้ำกระเจี๊ยบแดงมากรอก แล้วปิดจุกให้แน่น เก็บไว้ได้นาน (ควร แช่ในตู้เย็น) 
หรืออีกวิธีหนึ่ง นำดอกกระเจี๊ยบมาตากแห้ง แล้วนำมาบดเป็นผง นำผงกระเจี๊ยบครั้งละ 1 ช้อนชา ชงในน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิกรัม )

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหารให้วิตามินเอสูงมาก ซึ่งช่วยบำรุงสายตารอง ลงมามีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน 
คุณค่าทางยาช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต เป็นยาระบาย อ่อนๆ และช่วยแก้อาการกระหายน้ำ


น้ำขิง

ส่วนผสม

ขิงสด 15 กรัม (ขนาด 1” x 15” 5 ชิ้น) 
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนคาว) 
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาว) 
วิธีทำ

นำขิงมาปอกเปลือกล้างให้สะอาดหั่นเป็นแว่นใส่หม้อใส่น้ำ ตั้งไฟต้ม น้ำจนเดือดสักครู่ยกลง กรองเอาขิงออก ใส่น้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เหง้าขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว ใช้กวาดคอ หรือใช้ เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย นั้นเอาน้ำและใส่เกลือนิดหน่อยใช้จิบบ่อย ๆ 

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางอาหาร พรั่งพร้อมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น มีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยัง มีสารเบต้า-แคโรทีนอีกด้วยซึ่งช่วยต้านโรคมะเร็ง 
คุณค่าทางยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม และขับเสมหะ แก้อาการ คลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยเจริญอาหาร กินข้าวได้นอกจากนั้นยังลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยย่อยอาหารโดยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อย ต่าง ๆ ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร 


น้ำตะไคร้

ส่วนผสม

ตะไคร้ 20 กรัม (1 ต้น)
น้ำเชื่อม 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาว)

วิธีทำ
นำตะไคร้มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนสั้น ทับให้แตก ใส่หม้อต้มกับ น้ำให้เดือดกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาปนกับน้ำจนเป็นสีเขียว สักครู่จึงยกลง กรองเอาตะไคร้ออก เติมน้ำเชื่อมชิมรสตามชอบหรืออาจเอาเหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดิน ล้างให้สะอาด ฐานเป็นแว่นบาง ๆ คั่วไฟอ่อน ๆ พอเหลือง ชงเป็นชา ดื่มวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วยชา จะช่วยขับปัสสาวะให้สะดวก

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยัง แคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วย เพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร
คุณค่าทางยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับ ปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดีช่วยลดพิษของสารแปลก ปลอมในร่างกาย รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิต

น้ำมะตูม

ส่วนผสม

มะตูมแห้ง 8 กรัม (2 ชิ้น)
น้ำตาลทราย 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
น้ำเปล่า 240 กรัม (16 ช้อนคาว)

วิธีทำ
นำมะตูมแห้งมาล้างให้สะอาด ปิ้งไฟให้หอม นำไปใส่หม้อ เติมน้ำ ตั้ง ไฟเคี่ยวสักครู่ยกลงกรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำตาลทรายตั้งไฟให้ละลาย ชิมรสตามชอบ ยกลง
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยาเป็นยาระบาย ขับลม ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บารุงธาตุ ทำให้ขับถ่ายดี และ เจริญอาหาร ขับ เสมหะ แก้อาการร้อนในได้ดี

น้ำเห็ดหลินจือ



ส่วนผสม

เห็ดหลินจือแห้ง 6 กรัม (10 ชิ้น)
น้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ลิตร (2 ขวดโค๊กขนาด 1 ลิตร)

วิธีทำ
1 นำเห็ดหลินจือแห้งและน้ำสะอาดใส่ลงในหม้อเคลือบหรือหม้อดินยิ่งดี
2 ยกขึ้นตั้งบนเตาไฟต้มจนเดือด แล้วหรีไฟลงให้น้ำเดือดปุดๆ ต่อไปประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงยกลง
3 ควรดื่มน้ำสกัดจากเห็ดที่มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย ให้ดื่มแทนน้ำได้ ทั้งวัน (ดื่มเพื่อสุขภาพ)

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยา สารอาหารที่มีอยู่ในเห็ดหลินจือ จะเข้าไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้ ทำหน้าที่ปกติ และสามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ต้านการจับตัวของ ลิ่มเลือด รวมทั้งลดน้ำตาลในเลือด ฯลฯ
เป็นยาอายุวัฒนะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายเกือบทุกระบบของร่างกาย เช่น
- ระบบไหลเวียนของโลหิต เช่นโรคที่เกิดจากการมีโคเรสเตอรอลในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน หลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคหัวใจ และรอบเดือนไม่ปกติของสตรี
- ระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องผูก ทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงทวาร
- โรคมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
- โรคอื่น ๆ เช่นโรคตับอักเสบโรคไขข้ออักเสบโรคอ้วน อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคไตอักเสบ โรคปวดหัวข้างเดียว นอนไม่หลับ และโรคเครียด

น้ำฟ้าทะลายโจร



ส่วนผสม
ฟ้าทะลายโจหั่น (ตากแห้ง) 15 กรัม (1 ช้อนชา)
ใบเตยหอมสดหั่น 15 กรัม (1 ช้อนคาว)
น้าสะอาด 200 กรัม (14ช้อนคาว)

วิธีทำ
1 เอาฟ้าทะลายหั่นตากแห้ง ใส่หม้อต้ม
2. เอาใบเตยหอมหั่นใส่ลงไปด้วย เพื่อสร้างความหอมและน่าดื่ม
3. ยกขึ้นตั้งบนเตาไฟ ต้มจนเดือด เคี่ยวจนงวด ยกลง เอากากออก แบ่งดื่มวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ

คุณค่าทางยาช่วยใรคภูมิแพ้ได้ดี แก้ร้อนใน เจ็บคอ ตัวร้อน ปวดหัว ช่วยเจริญอาหาร

น้ำมะระปั่น




วิธีทำน้ำมะระปั่น (จำนวน 3แก้ว)

เนื้อมะระสดหั่นชิ้น 2 ถ้วย
น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
น้ำต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย
น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย


เลือกมะระจีนแก่จัด ดูที่เปลือกสีเขียวอมขาว ล้างน้ำให้สะอาด ผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด เพื่อลดความขมและกลิ่นเหม็นเขียว เมื่อเย็นได้ที่ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วแล้วดื่ม สูตรนี้ทานแล้วจะช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย
ประโยชน์ของน้ำมะระปั่น
มะระ เป็นผักผลที่มีรสชาติขม แต่ในความขมก็มีประโยชน์ วันนี้เกร็ดความรู้เลยมีเรื่องนี้มาฝากกัน...

มะระ เป็นผักผลผิวขรุขระ ที่มีรสขม เน้นที่มะระจีน เพราะเนื้อมะระจีนนี้ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ เหตุที่เนื้อมะระมีรสขม เพราะ มีสารอัลคาร์ลอยด์ชื่อ โมโมดิดิน ช่วยทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถต้านเชื้อไวรัส แถมล่าสุดผลการวิจัยค้นพบว่า มะระขี้นก (ผลเล็ก ๆ ที่แนมกับน้ำพริก )ช่วยต้านเชื้อไวรัส H I V ได้อีกด้วย