พี่-น้อง KWS@MSU

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผิวสวยด้วยผลไม้ 9 อย่าง

ผิวสวยด้วยผลไม้ 9 อย่าง


1 ส้ม
ส้มซึ่งมีหลายชนิดและเลือกรับประทานได้ ผลที่มีรสเปรี้ยวหรือหวาน มักจะมีแคลเซียม โปแทสเซียม ไวตามินเอ และไวตามินซี มากเป็นพิเศษซึ่งทำให้ส้มนั้น อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนไวตลอดเวลา



2 มะนาว
นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย ซึ่งมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย



3 ฝรั่ง
ฝรั่ง ขีดมีวิตามินซีสูงถึง180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัยซึ่งคอยบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือคอลลาเจนตัวเดียวกับที่ทำให้หน้าสาวๆอย่างเราเต่งตึงนี่แหละค่ะ นอกจากนี้น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง มีฤทธิ์แก้คออักเสบ เสียงแห้งด้วยค่ะ



4 กล้วย
กล้วยทุกชนิดนั้นดีต่อสุขภาพแต่แนะนำให้ทานกล้วยไข่ค่ะ ซึ่งกล้วยไข่นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระหรือเบต้าแคโรทีนมากกว่ากล้วยอื่นๆเป็นพิเศษค่ะ ซึ่งช่วยทำให้ผิวนั้นไม่เหี่ยวย่นไปตามวัยค่ะ

5 กีวี
กีวีซึ่งมีวิตามินอีมากสุดจากการวิจัยค่ะ และประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจนอีกด้วยค่ะ


6 แครอต
แครอตนั้นอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูงที่สุดในบรรดาผักสีส้มด้วยกันค่ะ และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนสภาพเป็นวิตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสายตา ทำให้มองเห็นในที่มืดและรักษาโรคตาฟางได้อีกดวยค่ะ และนอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดจากควันบุหรี่และแสงแดดที่แรงจัดได้ค่ะ



7 อะโวคาโด
อะโวคาโด้นั้นเมื่อทานเข้าไปจะทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยค่ะ เพราะวิตามินบีในอะโวคาโด จะทำให้ร่างกายเกิดความต้านทานในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการปกป้องผิวหน้าจากมลพิษได้ด้วยค่ะ และการกินอะโวคาโดวันละผลจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอีที่ร่างกายต้องการเพียงพอในแต่ละวันค่ะ



8 มะเขือเทศ
มะเขือเทศมีเบต้าแคโรทีนมากค่ะและสามารถรักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรือนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่มได้ค่ัะ มะเขือเทศนั้นมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูงค่ะ เพราะมะเขือเทศมีวิตามินพี ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดัน และมะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้ค่ะ เท่านั้นยังไม่พอค่ะ ยังมีอีกหนึ่งอย่างคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิดและช่วยการช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย


9 ทุเรียน
คงแปลกใจใช่ไหมหล่ะคะทำไมถึงมีทุเรียนติดมาด้วย ซึ่งทุเรียนนั้นถึงแม้อาจจะอ้วนแต่ว่าเนื้อทุเรียนนั้นมีความร้อน ทำให้แก้โรคผิวหนังหรือทำให้ฝี-หนอง แห้งและเนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิอีกด้วยค่ะ ส่วนเปลือกหนามทุเรียนนั้นนำมาสับแล้วแช่ในน้ำปูนใสสามารถใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง หรือนำมาเผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวมพองจากคางทูมได้ค่ะ และยังสามารถเผาเอาควันไล่ยุงและแมลงได้อีกด้วยค่ะ ส่วนใบของทุเรียนนั้นสามารถใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิด้วยค่ะ สุดท้ายรากจากต้นทุเรียนนำไปตัดเป็นข้อ ๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วงได้ด้วยค่ะ สารพัดประโยชน์จริงเลยค่ะ(แต่บริโภคแต่พอดีนะคะ) ไว้เจอกันอีกคราวหน้านะคะ






การทำน้ำจิ้มสุกี้

น้ำจิ้มสุกี้รสเด็ด

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์ ผักผลไม้ พิชิตคาวมชรา

ผักผลไม้ 7 ชนิดช่วยพิชิตความชรา


1. ลูกพรุน    เป็นแหล่งรวมของโปแตสเซียม เหล็กและไฟเบอร์ ในพรุนแห้ง 1 ขีด มีธาตุเหล็กถึง 2.78 มิลลิกรัมและวิตามินซีที่ช่วยดูดซึมแร่ธาตุต่างๆเข้าสูร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีเลือดฝาด แถมยังเป็นยาระบายอีกด้วย





2. ถั่ว
    เชื่อหรือไม่ว่าใครที่อยากมีหุ่นสวยเพรียวโดยไม่มีไขมันสะสม ถั่วนี่แหละช่วยคุณได้เพราะถั่วอุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี โดยเฉพาะเส้นใยไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ช่วยเคลือบกระเพาะ ทำให้อิ่มเร็วและนาน ความอยากอาหารก็จะลดลง ดังนั้น ถั่วจึงเหมาะกับคนที่จะลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง


3. บรอคโคลี่
    ผักดอกที่มีสีเขียวเข้มจัด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาวๆทั้งหลาย เนื่องจากเป็นแหล่งชีลีเนียมธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนไว นุ่มนวล


4. กล้วยไข่
    
มีสารเบต้าแคโรทีน หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระอยู่จำนวนมาก โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อคนเราอายุพ้น 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายในส่วนต่างๆก็จะเริ่มมาเยือนอย่างช้าๆ เซลล์ในร่างกายจะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น และความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น กลยุทะที่ดีในการต่อสู้กับความชราทั้งหลาย คือ ต้องรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระให้มากขึ้น และกล้วยไข่คือคำตอบที่ช่วยคุณได้ เพราะกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีน สูงถึง 492 มิลลิกรัม


5. ฝรั่ง    ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระชะงักนัก เพราะมีวิตามินสูง ในฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีมากถึง 180 มิลลิกรัม และวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง คอลาเจน ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ไร้ริ้วรอยไม่แก่ก่อนวัย

6. แอปเปิ้ล
    สารเพกตินในแอปเปิ้ล เป็นเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมีหุ่นสวย เพรียวบาง เพราะสารเพกตินมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และช่วยลดคลอเลสเตอรอล หากมื้อไหนคุณรู้สึกหิวจนตาลายแต่ยังไมถึงเวลามื้ออาหาร ลองหยิบแอปเปิ้ลมาสักลูกจะช่วยลดความหิวได้ เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75% ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้เร็วและนำไปใช้ประโยชน์ประโยชน์ได้เลย ดังนั้น ในเวลาไม่เกิน 10 นาที หลังจากคุณทานแอปเปิ้ลเข้าไป ความอยากอาหารจะลดลง ทำให้ไม่รู้สึกหงุดหงิดและอ่อนเพลีย


7. ส้ม 
    เป็นแหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ที่สำคัญ ส้มยังเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก แต่มีข้อแม้ว่าต้องรับประทานโดยไม่คายกาก ซึ่งช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกทางหนึ่งด้วย




วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การทำสุ้กี้แห้ง >>อร่อยๆๆ

Food for health guied healthy menu


ตัวอย่างตำรับอาหารหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมลูก
คุณแม่หลายท่านที่คลอดเจ้าตัวน้อยออกมาแล้ว คงจะเลือกมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อยเป็นอาหาร นั่นก็คือ "นมแม่" ซึ่งมีทั้งสารอาหาร และคุณค่ามากมายทั้งทางสติปัญญาและการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อย

ทว่าการเลือกสิ่งดีๆให้เจ้าตัวน้อยเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอ ซึ่งคุณแม่เองก็ต้องบำรุงร่างกายด้วย การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นไม่เพียงจะกระตุ้นการมีน้ำนมจากการดูดของเจ้าตัวน้อยเพียงอย่างเดียว หากแต่คุณแม่เองก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่มีภาวะเครียด รวมถึงการรับประทานอาหารที่ดีบำรุงร่างกายให้มีน้ำนมมากพอสำหรับเจ้าตัวน้อย
>>1.แกงจืดมะระสอดไส้



เครื่องปรุง
มะระลูกยาว2 ลูก
เนื้อหมูสับ1 ถ้วย
รากผักชีโขลกละเอียด1 ต้น
กระเทียมโขลกละเอียด5 กลีบ
ซีอิ๊วขาว3 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น1/4 ช้อนชา
น้ำซุป6 ถ้วย

วิธีทำ1.ล้างมะระหั่นเป็นท่อนยาว 2 นอ้ว ขูดเมล็ดและไส้ออก
2.ผสมหมูกับเครื่องที่โขลกเข้าด้วยกัน ใส่ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ตักใส่ลงในมะระ เรียงลงจานนึ่งให้หมูสุก
3.ใส่น้ำซุปลงในหมอตั้งไฟพอเดือด ใส่ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ ใส่มะระสอดไส้ที่นึ่งสุก ตักใส่ถ้วยเท่าๆกัน โรยด้วยกระเทียมเจียว พริกไทยป่น

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 1 คน
พลังงาน              60    กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต       3    กรัม
โปรตีน                7    กรัม
ไขมัน                 3    กรัม

ประโยชน์ทางอาหาร
มะระ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
รากผักชี  ขับเหงื่อ   ขับลม  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ 

กระเทียม
  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  ปวดท้อง  ขับลม ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด
พริกไทย  แก้อาการท้องอืด  ท้องเฟ้อ  ปวดท้อง



>>2.ยำถั่วพู



เครื่องปรุง
ถั่วพู2 ถ้วย
เนื้อหมูนึ่งแล้วหั่นเล็กๆ1/4 ถ้วย
มะพร้าวคั่ว1/2 ถ้วย
หอมแดงเจียว2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่ว โขลกหยาบๆ2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล1 1/4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว2 ช้อนโต๊ะ
เครื่องปรุงน้ำพริกเผา
พริกแห้งคั่ว โขลกละเอียด1 เม็ดเล็ก
หอมแดงเผา โขลกละเอียด1 หัวเล็ก
กระเทียมเผา โขลกละเอียด1 หัวเล็ก

วิธีทำ
1.ผสมน้ำปลา น้ำตาล พริกแห้งคั่ว หอมแดงเผา กระเทียมเข้าด้วยกันเป็นน้ำยำ ตั้งไฟพอข้น ใส่น้ำมะนาวคนพอเหนียว
2.ลวกถั่วพูในน้ำเดือดพอสุก ตักขึ้นใส่ในน้ำเย็น ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำหั่นบางๆ
3.ผสมถั่วพู หมู กับน้ำยำเคล้าเบาๆ ใส่มะพร้าวคั่วคนพอทั่ว
4.ตักแบ่งใส่จาน 4 จาน โรยด้วยหอมเจียว ถั่วลิสงคั่วโขลก
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 1 คนพลังงาน              180    กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต       17   กรัม
โปรตีน                9    กรัม
ไขมัน                 9    กรัม

ประโยชน์ทางอาหาร
ถั่วพู มีใยอาหารช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ช่วยย่อยอาหารป้องกันอุจจาระแข็ง
หอมแดง มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยขับลม
ถั่วลิสง ลดความดันโลหิต ลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด
น้ำมะนาว มีกรดซิตริกและวิตามิน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อย 

กระเทียม
 แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ
พริกแห้ง  ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ปวดท้อง ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด
 

สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์


กรดไขมันโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งพบมากในปลาทะเลน้ำลึกเช่น ปลาแซลมอน
ปลาทูน่า ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน และสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง นอกจากนี้ยังพบในปลาน้ำจืดบาง
ชนิดเช่นปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก และในธัญพืช ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง 

การได้รับกรดไขมันโอเมก้า3 ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาท
และสมองของทารก เนื่องจากในกรดไขมันโอเมก้า3 มีกรดไขมันที่ชื่อDocosahexaenoic Acid
หรือ DHA เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะด้านความจำและการ
เรียนรู้ นอกจากนั้นจากการศึกษายังพบอีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นด้วย


กรดโฟลิค 
  
กรดโฟลิคช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ที่เรียกว่า Spina Bifida ช่วงเวลาที่เหมาะจะรับประทานคือช่วง 2-3 เดือนก่อนคลอด และระหว่างระยะที่ 1 ของการตั้งครรภ์ (12 สัปดาห์แรก) ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นมากที่คุณแม่จะต้องรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และครบห้าหมู่ พร้อมทั้งรับประทานกรดโฟลิค พร้อมทั้งคุณแม่สามารถเลือกอาหารที่มีกรดโฟลิคสูงมารับประทาน เช่น ผักที่มีสีเขียวอย่างบล็อคโคลี่ กระหล่ำปลี ฝักถั่วและเมล็ดถั่ว และผลไม้ เช่น ส้ม


ธาตุเหล็กและวิตามินซี 
  
ธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสารอาหารหลักที่คุณแม่ต้องการตลอดเวลาในช่วงการตั้งครรภ์ เพราะเป็นสารสำคัญในการช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนไปกับเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกน้อยในครรภ์ใช้ในการพัฒนาสมอง 
  
หากขาดธาตุเหล็ก ลูกในครรภ์อาจจะไม่เป็นอะไร แต่ตัวคุณแม่เองจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจางซึ่งจะทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย และไม่สบายตัว สูติแพทย์ของคุณแม่อาจแนะนำให้ทานธาตุเหล็กเป็นอาหารเสริม หรือไม่คุณแม่ก็ต้องแน่ใจว่าได้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างเพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลไม้แห้ง ซีเรียลธัญพืชและขนมปังธัญพืช และผักใบเขียว 
ธาตุเหล็กจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี หากคุณแม่รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงไปพร้อมกัน ดังนั้น ให้ดื่มน้ำผลไม้ไปพร้อมกับการทานซีเรียล หรือทานผลไม้สดขณะที่กำลังเริ่มทานอาหารมื้อหลักเพื่อช่วยในการดูดซึมให้ดีขึ้น

 วิตามินเสริมก่อนคลอด

คุณแม่สามารถเลือกทานวิตามินรวมที่ผลิตสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงใกล้คลอดโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารที่ครบทั้งห้าหมู่เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยได้รวมเอากรดโฟลิค และธาตุเหล็กไว้แล้วด้วย 
แต่ต้องดูให้แน่ใจด้วยว่า คุณแม่ได้เลือกเอาวิตามินรวมที่ทำขึ้นสำหรับคนใกล้คลอดหรือคนท้องเท่านั้น ไม่ใช่วิตามินรวมธรรมดาทั่วไป ซึ่งจะมีวิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่ในปริมาณสูง   
  
 วิตามินเอ

อาหาร อย่างเช่น ตับบดและไส้กรอกตับ เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ดี แต่ก็มีวิตามินเออยู่ในปริมาณสูง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์หากรับประทานมากเกินไป คุณแม่ควรทราบไว้อีกด้วยว่า วิตามินเสริมบางตัวก็มีวิตามินเอในปริมาณสูง ดังนั้น ต้องเลือกทานอาหารเสริมที่ปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์เท่านั้น  สูติแพทย์สามารถช่วยแนะนำได้ในส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม มีอีกรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอซึ่งดีต่อหญิงตั้งครรภ์ นั่นก็คือแคโรทีน ซึ่งมีมากในพริกหยวกสีแดง เหลืองและส้ม ผลไม้เช่น มะม่วง แครอท มันฝรั่งหวาน แอพพริคอท มะเขือเทศ และผักวอเทอร์เครส